นายสุชาครีย์ สุคำภา อั๋น
นายสุชาครีย์ สุคำภา อั๋น
ประวัติความเป็นมาโรงเรียนบ้านนาคำน้อย2
  โรงเรียนบ้านนาคำน้อยได้ก่อตั้งขึ้นมาครั้งแรกในปี พุทธศักราช 2516 โดยอาศัยอาคารศาลาการเปรียญ (ศาลาฉัน)ของวัดวัดมุจลินท์เป็นห้องเรียน
ห้องสอน โดยมีครูที่มีประกาศณียบัตรมาเพียงคนเดียว คือครูลิ้ม จัทรสาขา นอกนั้นจะเป็นผู้ใหญ่บ้านผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านบ้างผลัดเปลี่ยนมาช่วยกันสอน
ในสมัยนั้นยังใช้กระดานชะนวนดินสอหินในการเขียนของนักเรียน การเปิดสอนครั้งแรกมีนักเรียนประมาณ 20 คน ส่วนมากนักเรียนจะโตๆกันแล้ว
เพราะเป็นการเปิดโรงเรียนครั้งแรกของหมู่บ้าน ด้วยวิสัยทัศ์ืของครูลิ้มอยากให้นักเรียน อยากให้ผู้คนอ่านออกเขียนได้ ถึงแม้นักเรียนจะมีอายุมากแล้ว
ก็ยังเกณฑ์มาเรียน นักเรียนหลายคนต้องออกจากโรงเรียนเมื่อจบ ป.2 เท่านั้นเพราะนักเรียนหลานคนโตเป็นหนุ่มเป็นสาวกันแล้ว ไม่สามารถ
เรียนต่อได้ (สมัยนี้การเรียนรู้ไม่จำกัดอายุการเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด)


   ถึงแม้ว่านักเรียนจะออกกลางคันใน ป.2 แต่นักเรียนทุกคนอ่านออกเขียนได้กันทุกคน นักเรียนทุกคนอ่านออกเขียนได้ตั้งแต่เรียนอยู่ ป.1 เลยทีเดียว
การสอนในสมัยนั้น ถ้าไม่ผ่านก็คือไม่ผ่านจริงๆ ทุกคนต้องอ่านออกเขียนได้ เริ่มตั้งแต่เขียนก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก หลังจากเรียน พยัญชนะจบแล้ว ก็เรียนสระ
พอเรียนสระเสร็จและเข้าใจ ท่องกันได้ทุกคนแล้ว ก็จะเรียนการสะกดคำ จนสามารถอ่านออกเขียนได้ส่วนตำราเรียนนั้น ไม่ต้องพูดถึงไม่มีตำราตาเรียน
นอกจากสอนกันจากปาก สดๆ ของคุณครู

ที่โรงเรียนบ้านนาคำน้อยได้เปลี่ยนจากใช้กระดานชนวนเมื่อขึ้นชั้น ป.2 ในสมัยนั้น
กระดานชนวนในสมัยโบราณ

เรื่องกระดานชนวนนี้ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย) ได้อธิบายไว้ว่า “กระดานที่ใช้เขียน มีสองอย่าง สำหรับ นักเรียนชั้นแรกหัดเขียน ก ข เรียกว่า กระดานดำ ทำด้วยไม้กระดานกว้างประมาณ ๑ คืบ ยาวประมาณ ๒-๓ ศอก
หนาราว ๒ กระเบียด ด้านที่ใช้เขียนหนังสือ ไสกบ จนเกลี้ยงเรียบ
ทาด้วยเขม่าหม้อ
กับน้ำข้าว ผึ่งแดดให้แห้ง เมื่อจะลบตัวหนังสือ ที่เขียนด้วยดินสอขาว
ใช้น้ำลบทำให้ กระดานเปียกฉะนั้นจึงต้องหยุด ตากกระดาน ให้แห้งเสียก่อน แล้วจึงเรียนต่อไป เด็กที่ขี้เกียจเรียน จะแกล้งเอาน้ำลบมากๆ กระดานจะได้แห้งช้า มีที่สังเกตว่า กระดานของเด็กที่ขี้เกียจ สีดำจะจางเร็ว จนเห็นเนื้อกระดาน เรียกว่า กระดานแดง
กระดานชนวนอีกชนิดหนึ่ง สำหรับนักเรียนชั้น ๓ ทำด้วย ไม้ทองหลาง หรือไม้งิ้ว ทำให้เป็นแผ่นกระดานกว้างศอก ยาวศอกคืบ ที่ต้องใช้ไม้ดังกล่าว ก็เพื่อจะให้ ทารัก ติดแน่นดี (ขี้รัก ผสม ขี้เถ้าใบตองแห้ง เรียกว่า สมุก ทาให้เป็นสีดำ)
 
ต่อจากนั้น ใช้ผงกระเบื้องถ้วยที่ป่นละเอียด คลุกกับน้ำรัก ทาฉาบอีกครั้งหนึ่ง ให้เรียบเสมอกัน แล้วขัดเงาด้วยหิน หรือเมล็ดสะบ้า เมื่อเรียบร้อยดีแล้ว ก็ทำกรอบ ดินสอที่ใช้เขียนกับกระดานชนวน ใช้ดินสอพอง คือเอาดินสอพองแช่น้ำให้เปียก หรือโขลกให้แหลกพรมน้ำพอให้ปั้นได้ทำเป็นแท่ง
ขนาดหัวแม่มือ ยาวไม่เกินคืบ ด้วยเหตุที่ ดินสอพองถูกน้ำแล้วเหนียว จึงต้องคั้นน้ำใบตำลึง พรมที่กระดาน สำหรับปั้นดินสอเสียก่อน ไม่เช่นนั้น ดินสอพองก็จะเหนียวติดมือ ปั้นยาก เสร็จแล้วตากให้แห้ง ก็ใช้เขียนได้”

กระดานชนวน

เป็นแผ่นหินสีดำ ขนาดยาวประมาณ 1 ศอก ความกว้างลดหลั่นลงมา มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กรอบเป็นไม้เนื้ออ่อน อาจจะเป็นไม้นุ่น (งิ้ว)
หรือฉำฉาเพราะเวลาพกพาจะได้มีน้ำหนักเบา สามารถเขียนได้ทั้งสองด้าน
ดินสอ
ดินสอ ที่ใช้เขียนกระดานชนวนเป็นดินสอหินสีเทาออกขาว แท่งยาวประมาณ5 นิ้ว ปลายแหลม ในสมัยนั้นเวลาเหลาหรือแหลมดินสอหินจะเอาไป
ขัดถูกับหินลับมีดเพื่อให้แหลมคม เวลาเขียนหนังสือตัวหนังสือจะได้คมเล็กสวย การเกิดเป็นตัวหนังสือจากการเขียนกระดานชนวนด้วยดินสอหินเกิด
จากการขูดถูของดินสอหินกับกระดานชนวน  ฉะนั้น เวลาเขียนอย่ากดเขียนให้หนัีกมากจะทำให้กระดานเป็นร่องและรอยลึกให้กดเขียนน้ำหนักพอ
ให้เกิดเห็นตัวหนังสือ

กระดานดำ
กระดานดำสำหรับคุณครูใช้เขียนสอยนักเรียนก็จะทำจากไม้ที่เลื่อยมาจากป่า เห็นผู้ใหญ่ในขณะนั้นคุยกันว่า ทำมาจากไม่แดงที่เลื่อมาเป็นแผ่นใหญ่ๆ
บางๆแล้วมาต้อกันแล้วทาด้วยสีน้ำมัน สีดำ


นายสุชาครีย์ สุคำภา อั๋น

โรงเรียนใหม่ ที่ตั้งใหม่
หลังจากที่อาศัยศาลาหอฉันของทางวัด ของวัดวัดมุจลินท์ อยู่ 1 ปีโรงเรียนหลังแรกก็ได้
สร้างเสร็จพอดีพร้อมได้เลื่อนชั้น ไปเรียน ป.2 ที่โรงเรียนแห่งใหม่นักเรียนทุกคนต่าง
ก็ดีใจที่ได้โรงเรียนใหม่แลดูมาตรฐานมากเลยทีเดียว ได้นั่งเก้าอี้ดี ไม่เมื่อยหลัง
เหมือนที่นั่งเรียนในวัด เพราะนั่งกับพื้น แถมนั่งพับเพียบด้วยสิ ต้องให้เกียรติสถานที่
คือวัด ส่งเสียงดังก็ม่ได้ จะเป็นการรบกวนพระจำวัด แต่เวลาถึงวันเด็กครูลิ้มก็
จัดเต็มให้ มีการแข่งขันเป่าแป้งหาเหรียญบาทเหรียญสลึง มีการสอนการออกกำลังกาย
มีแข่งปีนเสาน้ำมันเอารางวัล เวลานั้นจำได้ว่า มีผู้ปกครองมาดูบุตรหลานกันทั้ง
หมู่บ้าน เป้นที่ชื่นชอบกันไปทั่วและครูลิ้มเองผมพอเดาความคิดของท่านได้ว่า ท่านต้องการโชว์สักภาพของความเป็นครู โชว์ความสามารถของลูกศิษย์ที่อบรม
บ่มนิสัยมาเป้นเวลาแรมปี




โต๊ะเรียนและเก้าอี้
โรงเรียนแห่งใหม่นี้ตั้งอยู่หัวโค้งทางเข้าโรงเรียนปัจจุบัน เป็นอาคารชั้นเดียว แบ่งเป็นล็อคๆ พื้้นก็เป็นพื้นดินธรรมดา ยกสูงกันน้ำไหลเข้าห้องเรียน
ขาวบ้านก็สมาน สามัคคีกันทำขึ้นมาเองโดยโต๊ะเรียนกับเก้าอี้จะต่อ ติดกัน
นั่งได้ตัวละ 4-5 คนเวลาสอบก็นั่งลอกข้อสอบกันได้สะบายเพราะนั่งติดกัน
อยู่แล้ว หนีไปไหนไม่ได้
โต๊เก้าอี้ตัวถัดไปข้างหน้า ช่างทำก็จะทำให้เตั้ย
ลดหลั่นลงไป ตามลำดับ เพื่อไม่ให้คนนั่งแถวหน้าบังกระดานสอน

โรงเรียนแห่งใหม่ตั้งใกล้สมรภูมิรบ

  โรงเรียนแห่งใหม่นี้ตั้งอยู่ติดแคมป์ อส. ( อาสาสมัคร ) ซึ่งครูลิ้มเอง
ท่านก็เป็นอาสาสมัครด้วย และท่านก็ดป็นผู้หมวดดูแลกองกำลังในแคมป์
อาสาสมัครนี้ด้วย ท่านจึงควบสองตำแหน่งเป็นทั้งครูใหญ่ และหัวหน้า
ควบคุมกองกำลังอาสาสมัครด้วย บางวันท่านก็แบกปืน เอ็ม 16 มาสอน
หนังสือด้วย บางวันท่านก็มาสอนสายบ้าง ขาดสอนบ้างเพราะติดภาระกิจ
ตรวจตระเวรไปตามป่าเขาเพราะสมัยนั้นพื้นที่บ้านนาคำน้อยเป็นเขตติดต่อ
กับอำเภอดงหลวง





 ตำบลหนองบัวซึ่งเป็นพื้นที่สีชมพู หมายถึงเป็นเขตที่มีผู้ก่อการร้ายคอมมูนิสชุกชุม  บางครั้ง บางวันครูลิ้มท่านก็เกณฑ์นักเรียนไปช่วยขุดหลุมหลบภัยบังเกอร์ช่วยอาสาสมัครด้วย
หลังจากช่วยขุดเสร็จก้วิ่งไล่ เล่นกัน เล่นซ่อนแอบกันในหลุมบังเกอร์ เพราะหลุมบังเกอร์นี้
สร้าง ขุดรอบๆแคมป์อาสาสมัครเล่นกันอย่างสนุกนสนาน บางคืนแคมป์อาสาสมัครแห่งนี้ มีผู้ก่อการร้ายมาบุกโจมตีบ่อยครั้ง ก้ได้แต่ภาวะนาว่า ขอให้ครูใหญ่ ครูลิ้มปลอดภัยพอรุ่งเช้า
นักเรียนต่างรีบไปโรงเรียนกันตั้งแต่เช้าเพื่อไปดูเหตุการณ์ บางครั้งก็ปหาเก็บปลอกกระสุน
ร่องรอยการปะทะกัน บางครั้งก็ไปปเก็บเศษสะเก็ตระเบิดจากการยิงปืนใหญ่ที่ยิงมาจาก
ฐานยิงสนันสนุนภูพานน้อย นาแก ก็ได้มาเยอะเหมือนกัน


นายสุชาครีย์ สุคำภา อั๋น



 

ชมรมช่างภาพจังหวัดเพชรบูรณ์
ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยว
-
-
-
 
ชมรมช่างภาพจังหวัดเพชรบูรณ์
    1   2   3   4    
นายสุชาครีย์ สุคำภา อั๋น