นายสุชาครีย์ สุคำภา อั๋น
นายสุชาครีย์ สุคำภา อั๋น
 
 
โรงเรียนบ้านนอก
การย้ายมาโรงเรียนใหม่แห่งนี้ได้คุณครู มาเพิ่มอีก 1 คนคือ คุณครูกุหลาบ เมืองโคตร เป็นผู้ชาย ท่านเป็นคนบ้านแก้ง ครูกุหลาบเป็นคน ค่อนข้างสูง
รูปร่างท้วมเป็นคนรูปหล่อทีเดียว แต่โหด ดุ มันส์จะบอกให้ คุณครูกุกลาบ จะเป็นครูที่ทำอะไร คล่องแคล่วว่องไว มีอารมย์ค่อนข้างดุ ในสายตา
ของนักเรียนในสมัยนั้น ดุกว่าครูใหญ่ ครูลิ้มเสียอีกครูกุหลาบ เป็นครูที่ค่อนข้างเจ้าระเบียบสอนหนังสือแบบถึงลูกถึงคน อันไหนไม่ผ่านก็ไม่ให่ผ่านจริงๆ
เช่นการอ่านออกเสียงควบกล้ำต่างๆอ่านไม่ชัดจะไม่ให้ผ่านเด็ดขาด เช่น นักเรียนท่านหนึ่ง ออกไปอ่านหนังสือในกระดานดำ นักเรียนคนอ่าน คำว่า
" ไก่อู ตีไก่แจ้ " นักเรียนคนนั้นกลับออกเสียงเป็น" ไก่อู่ ตีไก่แจ้ " ออกเสียงเติมไม้เอกเองซะอย่างนั้นอ่านกันเป็นชั่วโมง ครูทั้งดุ ทั้งด่า ทั้งบิดหู
จนหูแดงก่ำ บิดไส้ อาวุธร้ายกาจของครูกุหลาบในการลงโทษนักเรียนสมัยนั้น คือ การบิดไส้นักเรียนหมายถึงเอามือบิดพุง ท้องนักเรียนนั่นเอง
 
นายสุชาครีย์ สุคำภา อั๋น


นักเรียนเรีกกันว่า บิดไส้ เป็นที่ล่ำลือกันในหมู่เด้กนักเรียนเพราะมีนักเรียนท่านหนึ่งเสียชีวิตด้วย
อาการปวดท้องในหมู่นักเรียนก็ลือกันว่า โดนครูกุหลาบ บิดไส้ขาดจนปวดท้องเสียชีวิต จริงๆแล้วไม่ได้เสียชีวิตเพราะโดนบิดพุงหรอก น่าจะมาจากสาเหตุอื่น คงไม่มีใครโดนบิดพุง
จนเสียชีวิตแน่นอน นักเรียนคิดไปกันเอง ด้วยประสาเด็กๆบางคนก้คิดว่าครูกุหลาบ เรียนคาถาบิดไส้มา คิดไปโนุ่น ครูกุหลาบอบรมนักเรียนให้เ็ป็นคนสะอาด รักษาสุขภาพ
แต่งกายให้สะอาด เล็บมือ เล็บเท้าต้องตัดต้องขาวสะอาด เพราะเล็บมือ เท้าสะอาด ครูจะบอกว่าจะให้คะแนนด้วย


   โรงเรียนแห่งใหม่นี้ ไม่มีฝากั้นห้อง ทุกห้องเปิดโล่ง ทะลุถึงกัน ฝากั้นอาคารเรียนก็ไม่มี เวลาฝนตก ลมแรงฝนก็สาดเข้าในอาคาร ครูสอนชั้นไหน
ครูลงโทษใคร เห็นกันหมดทุกชั้น ห้องน้ำ ห้องส้วมไม่ต้องถามถึง ปวดหนัก ปวดเบา ก็ลาครูขึ้นเขา เข้าป่ากันไปเลย" คุณครูครับ ผมขออนุญาตไปดื่มน้ำปัจสาวะครับ " ตลอดทั้งวัน ยิ่งหน้าผลไม้ มะม่วงป่า (มะม่วงคัน) มะไฟล่ะก็ ลาไปดื่มน้ำปัจสาวะกันบ่อยมาก
ไม่ได้ไปปัจสาวะอะไรหรอก ห่อพริกป่น เกลือมาจากบ้าน ลาครูขึ้นเขาไปกินมะม่วงคันกัน ไปกินมะไฟกัน ก็สนุกสนานกันไปอีกแบบ ไฟฟ้า ไม่มี
น้ำดื่มก้ไปตักกินกันเองในบ่อน้ำของแคมป์อาสาสมัคร

ช่วงหน้าหนาวอากาศจะหนาวมาก ด้วยอาคารเรียนเปิดโล่งไม่มีฝากำแพงกั้นลมหนาว ลมแรงข้างนอกอย่างไร ในอาคารก้พัดแรงเช่นดังข้างนอกเช่นกันนักเรียนหลายคน
ก็ อาผ้าห่มผืนบางๆไปห่มที่โรงเรียนด้วย หรือถ้าหนาวมากๆก้จะออกเรียนนอกห้องเรียน
ก่อไฟผิงกัน .
    นักเรียนไม่ค่อยอาบน้ำครูก็จะพานักเรียนไปอาบน้ำในฝากกักเก็บน้ำเล็กๆ เด็กนักเรียน
ก็อาบทั้งชุดนักเรียนนั่นแหละ ส่วนเด็กผู้ชายตัวเล็กๆก็จะแก้ผ้าเล่นน้ำกันเลยทีเดียว
สนุกสนานมาก หรือแม้แต่ช่วยครูเผาถ่านก็ช่วยครูเพราะครูต้องใช้เตารีดที่เติมถ่าน
ที่บ้านนาคำน้อยไม่มีไฟฟ้าใช้

ขนมขบเคี้ยวในโรงเรียน
ในหมู่บ้านสมันนั้นมีร้านค้าเล็กๆเพียงร้านเดียว ภายในโรงเรียนไม่มีร้านค้าใดๆ ถึงครา
หน้าหนาวทีไร นักเรียนแทบทุกคนจะขบเคี้ยวกันบางอย่าง เม็ดมะขามคั่วนั่นเอง
ครูเองก้ไม่ได้เคร่งครัดอะไรมากมายเกี่ยวกับกินของขบเคี้ยวในห้องเรียน
เพราะขณะออกเรียนนอกห้องเรียน ก่อไฟผิงกันสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
คือหาเม็ดมะขามมาคั่ว มาหมกไฟกินกัน กินไปพลาง เรียนไปพลาง
นายสุชาครีย์ สุคำภา อั๋น


    มีอยู่ครั้งหนึ่ง กินของอาหารในห้องเรียน กินอาหารว่างในห้องเรียน ซึ่งครู็้เคยเตือนไปแล้ว แต่ก้ยังไม่เคยเชื่อฟัง คือกินมะขาดิิบจิ้มพริกป่นกับเกลือ
ในห้องเรียน ครูใหญ่เหลือบมาเห็นพอดี แบบกินกันจนน่าเกลียด ชนิดสุมหัวกันกินทั้งชั้น ครูถามว่า ใครเอามะขามมา นักเรียนคนนั้นตอบไปเพราะ
ความซื่อหรืออาจจะเป็นเพราะลูกผู้ชายทำผิดต้องกล้ารับก็ไม่ทราบ นักเรีนคนนั้นตอบว่า ผมนำมะขามาครับ ครูใหญ่เลยเรียกออกมายืนหน้าชั้น หน้ากระดานดำและให้นำมะขามทั้งหมดที่เก็บมาติดตัวมาด้วย แล้วครูก็บอกว่า ยืนตรงนี้แหละ และกินมะขามที่ถือมาให้หมดกินหมดแล้วให้กลับ
ไปนั่งที่โต๊ะของตั่วเอง
     พระเจ้า !!!!! นักเรียนคนนั้นเก็บมะขามมาไม่ใช่น้อยๆ ด้วยแกเป้นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เก็บมาเผื่อเพื่อนซะตุงทั้งสองข้างประเป๋า ทำให้เพื่อนๆ
ที่ร่วมวงกินมะขามที่แกเอามาฝาก สงสารแกจับใจ ถ้าหากฝืนกินไปหมดทั้งสองข้างกระเป๋า แกตายแน่ๆ

ใช้ภาษาใบ้ที่ครูไม่เคยสอน
   สงสารเพื่อนจับใจที่ต้องกินมะขามหมดทั้งสองกระเป๋า เพื่อนนักเรียนทุกคนต่างใช้ภาษาใบ้ ชี้ไม้ ชี้มือ ทำท่า ทำทาง ทั้งๆที่นักเรียนทุกคนไม่ได้
เป็นใบ้ท่าทางภาษาใบ้ที่ส่งให้เพื่อนหมายถึงว่ามะขาม 1 ฝัก ให้กัดกินนิดเดียวที่เหลือให้โยนทิ้งไปข้างหลังเบาๆ ครูจะได้ไม่เห็น ซึ่งข้างหลังเป็นป่า
หญ้าเล็กๆรกๆ (โรงเรียนไม่มีฝากั้นตัวอาคาร) แรกๆ ด้วยที่แกเป็นคนซื่อ และกลัวครูด้วย ไม่กล้าโยนทิ้งแกก็ทนกินไปเรื่อยๆ กินไป เปรี้ยวปากไป เพื่อนๆที่นั่งดูต่างก็น้ำลายย้อย เพราะมองเห็นแกกิน เลยเปรี้ยวปากแทน
   ในที่สุดแกก็ทนไม่ไหว ด้วยแรงเชียร์ของเพื่อนๆ แกตัดสินใจกัดกินไปพลาง โยนทิ้งไปพลาง บางฝักไม่กัดกินโยนทิ้งไปข้างหลังไปเลยก็มี ถ้าครูจะจับ
ผิดจริงๆก็ทำได้ เสียงโยนมะขามไปข้างหลังโดนป่าใหญ้า โดนใบไม้แห้งเสียงดังขนาดนั้น มีหรือครูจะไม่ได้้ยิน ครูเองก็นั่งเขียนหนังสืออยู่ข้างๆห่าง
ประมาณ  2 เมตรเอง ครูแกล้งไม่ได้ยิน มะขามเยอะ
ขนาดนั้น มีหรือครูจะให้กินหมด ที่ทำไปเพราะดัดนิสัย(สันดาน) เท่านั้นเอง
( เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว ทุกคนมีส่วนร่วมในการกระทำผิด มันเกิดขึ้นแล้วก้ต้องร่วมกันแก้ปัญาหาเฉพาะหน้า ทางที่ดี อย่าฝ่าฝืน
กฏระเบียบเป็นดีที่สุด)
    1   2   3   4    
นายสุชาครีย์ สุคำภา อั๋น