นายสุชาครีย์ สุคำภา อั๋น
 
 



ความเป็นมาของระบบการศึกษาไทย
โดย ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน 14 ตุลาคม 2552 15:29 น.
สังคมไทยเป็นสังคมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 700 ปีถ้านับตั้งแต่สุโขทัยเป็นราชธานีแต่
เหมือนกับทุกสังคมที่เป็นสังคมเกษตรจะถูกแบ่งเป็นชนชั้นปกครองและชนชั้นใต้ปกครอง
ในชนชั้นปกครองถ้าพูดอย่างกว้างๆ ก็จะมี 2 ส่วนใหญ่ๆคือส่วนที่เป็นผู้บริหารประเทศกับผู้นำ
ทางศาสนาในส่วนของผู้ใต้ปกครองก็มักจะเป็นเกษตรกรหรือพ่อค้าวาณิชที่มีธุรกิจเกี่ยวกับการ
ซื้อขายแลกเปลี่ยน ในกลุ่มนักปกครองนั้นจะต้องมีทักษะพิเศษคือการรู้หนังสือเพื่อใช้ใน
การสื่อสารที่เป็นลายลักษณ์อักษร การร่างกฎหมายและกฎระเบียบการเก็บประวัติความ
เป็นมาของสังคมการรู้หนังสือจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นผู้มีความรู้เพราะอ่านออกเขียนได้
และเป็นการบ่งชี้ถึงการเป็นคนที่อยู่บันไดสังคมขั้นสูงส่วนคนที่เป็นเกษตรกรนั้นอาจจะไม่
จำเป็นต้องรู้หนังสือเลยก็ได้แต่ขณะเดียวกันพ่อค้าวาณิชที่อยู่ในชุมชนเมืองมีความจำเป็นต้อง
จดบันทึกสินค้าที่มีคนซื้อโดยเชื่อเงินไว้ก่อนรวมทั้งต้องมีความสามารถในการเขียนตัวเลข
เพื่อบอกจำนวนของสินค้าที่ซื้อเข้ามาหรือขายออกไป

การศึกษาหรือการเรียนในสังคมโบราณนั้นจึงมีความแตกต่างอย่างมากระหว่างกลุ่มชนชั้นปกครองซึ่งต้องมีความรู้ในระดับที่สูงเพื่ออ่านเอกสารที่
ซับซ้อนเช่น กฎหมายต่างๆ ขณะเดียวกันผู้นำทางศาสนาก็ต้องอ่านภาษาที่เป็นนามธรรมซับซ้อนและลึกซึ้งเช่นเดียวกัน
และส่วนใหญ่มักจะมาจากอารยธรรมที่เหนือกว่าในส่วนของพ่อค้าวาณิชจุดเน้นมักจะอยู่ที่การอ่าน การเขียน และตัวเลข

สังคมลักษณะเยี่ยงนี้ก็สามารถดำเนินไปได้ประเด็นสำคัญก็คือการศึกษาที่มีอยู่ในสังคมส่วนใหญ่จะมีเฉพาะบุคคลที่เป็นชนชั้นปกครองโดยมีการ
สอนเป็นส่วนตัวจากผู้รู้ภายในสังคมนั้นหรือมาจากต่างถิ่นส่วนชนชั้นล่างก็ต้องศึกษาจากสถานศาสนา เช่นการบวชเป็นพระจึงศึกษาบาลีสันสกฤต
และความคิดที่เป็นนามธรรมจนสามารถอ่านออกเขียนได้ ซึ่งอาจจะนำไปสู่การศึกษาตำราพิชัยสงคราม ฯลฯ

โอกาสการเคลื่อนไหวทางสังคมของชนชั้นล่างจึงมีโอกาสเพียงการเติบโตได้ดิบได้ดีในองค์กรศาสนา หรือการรบทัพจับศึกจนเป็นแม่ทัพผู้แกล้วกล้า
ส่วนการจะเข้ารับราชการเป็นขุนน้ำขุนนางนั้นอาจจะทำไม่ได้ง่ายนักเพราะมีกฎเกณฑ์ที่จะต้องมีทั้งความรู้ คุณานุรูปสืบเชื้อสายเสนาบดีเพื่อจะฝากตัว
เป็นมหาดเล็กฝึกหัดการทำราชการการเคลื่อนไหวทางสังคมจึงถูกปิดกั้นโดยปริยาย
 
แต่เนื่องจากความจำเป็นของการที่อยู่ในสังคมยุคใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการ
เปิดประตูประเทศในยุครัชกาลที่ 4ในสนธิสัญญาเซอร์จอห์นบาวริ่งการให้ความ
สำคัญเกี่ยวกับการศึกษาแก่ประชาชนเพื่อจะได้เป็นประชาชนที่มีคุณภาพ จึงเป็นนโยบาย
สำคัญของรัฐโดยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5ได้ทรงมีพระราชดำริให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า
กรมพระยาวชิรญาณวโรรสดูแลเรื่องดังกล่าว ปรับเปลี่ยนวัดให้เป็นโรงเรียนเพราะเป็น
สถานที่ขยายการศึกษาได้เร็วและทั่วถึง ขณะเดียวกันสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ทรงกราบบังคมทูลฯให้ตั้งโรงเรียนสำหรับผลิตข้าราชการ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้ง
สถาบันการศึกษาโดยพระราชทานนามว่า"โรงเรียนสำหรับฝึกหัดวิชาข้าราชการพลเรือน
"ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเปลี่ยนเป็น"โรงเรียนมหาดเล็ก"
จนกลายเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปัจจุบัน




ในขณะเดียวกันช่วงนี้ก็มีความรู้ใหม่ๆไหลเข้ามาจากทางประเทศตะวันตก เช่น วิชาการแพทย์สมัยใหม่ ภาษาต่างประเทศการค้าระหว่างประเทศ ฯลฯ

การเข้ามาของพวกมิชชันนารีได้นำไปสู่การเกิดโรงเรียนที่สอนศาสนา พร้อมๆกับการสอนภาษาอังกฤษและวิชาสามัญทั่วไปขึ้น บุคคลที่สำคัญที่สุด
คือ ฟ.ฮีแลร์ ซึ่งเข้ามาสู่ประเทศไทยเมื่ออายุ 20 ปีและพำนักอยู่ในประเทศไทยประมาณ 60 ปีท่านผู้นี้คือผู้ซึ่งมีส่วนในการสร้างโรงเรียน
มิชชันนารีสำคัญๆขณะเดียวกันชนชาวจีนซึ่งเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารก็ได้รวมกลุ่มกันตั้งโรงเรียนสอนภาษาจีนขึ้นทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด
ทั่วประเทศไทยโรงเรียนจากมิชชันนารีและโรงเรียนจีนจึงอยู่คู่กับสถาบันกรศึกษาของไทยซึ่งเริ่มต้นความรู้ให้อ่านออกเขียนได้ เลขคณิตและวิชา
ที่เกี่ยวข้องต่างๆ

   ในสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ได้มีการตั้งกระทรวงธรรมการหรือต่อมาคือกระทรวงศึกษา ซึ่งดูแลเกี่ยวกับการศึกษาโดยเสนาบดีคนแรกคือ
กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กระทรวงศึกษาฯที่ตั้งขึ้นมานั้นจุดประสงค์หลักคือการทำให้คนทั่วราชอาณาจักรสยามเรียนรู้ภาษาไทยราชการ ขณะเดียวกัน
ก็มีการใช้หลักสูตรที่ทำให้คนเผ่าต่างๆ 50กว่าเผ่าพันธุ์ ถูกผสมผสานกลมกลืนเป็นคนที่ใช้ภาษาเดียวกันในการเรียนการสอนสามารถสื่อสารกันได้


กระทรวงศึกษาธิการจึงเป็นกระทรวงที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างชาติ (Nation)
ส่วนกระทรวงมหาดไทยเป็นการตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างอำนาจรัฐ (State)
 
   1  2  3    
นายสุชาครีย์ สุคำภา อั๋น