นายสุชาครีย์ สุคำภา อั๋น
นายสุชาครีย์ สุคำภา อั๋น


ผู้ที่ติดเชื้อ HIV ใหม่ ควรปฏิบัติตัวอย่างไรจะมีชีวิตยืนยาวเหมือนคนปกติ

ติดเชื้อ หมายถึงรับเชื้อมาแล้ว มีเชื้อในร่างกาย ตรวจเลือดเอดส์ก็ให้ผลบวก แต่ยังไม่มีอาการ บางคนกินยายับยั้งเชื้อเอดส์และรักษาสุขภาพ
ให้แข็งแรง ก็มีชีวิตเหมือนคนปกติ (ดูหน้าตาก็ไม่รู้) เพียงแต่มีเลือดเอดส์เป็นบวกเท่านั้น

หลังรับเชื้อมาแล้ว….
เวลาผ่านไป 1 - 2 ปี มีไม่ถึง 5 % ที่เป็นเอดส์
เวลาผ่านไป 3 ปี ที่กลายเป็นเอดส์ มี 20 %
เวลาผ่านไป 6 ปี ที่กลายเป็นเอดส์ มี 50 %
เวลาผ่านไป 16 ปี ที่กลายเป็นเอดส์ มี 25 %
เฉลี่ย นับจากรับเชื้อจนเป็นเอดส์ ประมาณ 7 - 11 ปี


นายสุชาครีย์ สุคำภา อั๋น

อัตราเฉลี่ยของประเทศไทยตั้งแต่รับเชื้อจนเริ่มป่วยใช้เวลา 7-10 ปีในช่วงที่เรามีเชื้อเอชไอวีอยู่ในร่างกายแต่ไม่ป่วยเพราะเรายังมีภูมิคุ้มกันที่ยังควบคุม
หรือจัดการกับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายได้ เรียกว่า เป็นผู้ติดเชื้อ และเมื่อภูมิคุ้มกันถูกทำลาย
เหลือจำนวนน้อย จนไม่สามารถควบคุม หรือจัดการกับเชื้อโรคบางอย่างได้ทำให้เราป่วยด้วยเชื้อ
โรคนั้น ๆ เรียกว่าเราเริ่มมี ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นผู้ป่วยเอดส์ โรคที่เราป่วยเนื่องจาก
ภาวะภูมิบกพร่องเรียกว่า โรคฉวยโอกาส
 
จากข้อมูลข้างต้น เมื่อเราทราบแน่นอนแล้วว่า เมื่อพบเชื้อไวรัส HIV ในร่างกายเรา คงไม่ใช่เวลาที่จะมาเสียอกเสียใจหรือหมดอาลัยตายอยาก หรือ
โทษใครแล้วครับเป็นเพียงข้อจำกัดอย่างหนึ่งในการดำเนินชีวิตใหม่ของเราเท่านั้น ที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือทำการศึกษา ทำความเข้าใจ กับเจ้าไวรัส
HIV นี้ซึ่งจะอยู่กับเรากันต่อไปความเข้าใจ การทำใจยอมรับ การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ จะช่วยให้เราสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขต่อไป
หากต้องการแหล่งปรึกษา ให้ความรู้และควรจะต้องทำอย่างไรต่อได้


ผู้ที่ติดเชื้อ HIV ใหม่
หลังจากตัดสินใจทำการตรวจเลือดแล้ว ผลเลือดทดสอบภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ HIV ให้ผลบวก หลังจากตั้งหลักได้แล้ว มันไม่ใช่สิ่งสิ้นหวังเหมือน
สมัยก่อน ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถดำเนินชีวิต มีชีวิตยืนยาวเหมือนคนปกติ การที่ผลเลือดบวกจะเป็นข้อมูลทีสำคัญที่จะช่วยให้ท่านมีชีวิต
ที่ยืนยาวสำหรับท่านที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV (รักร่วมเพศ ฉีดยาเสพติดเข้าเส้น มีเพศสัมพันธ์โดยที่ไม่ได้ป้องกัน)

ท่านหากไม่รีบตรวจเลือดเสียตั้งแต่วันนี้ ต่อไปเมื่อโรคดำเนินมีการทำลายระบบภูมิคุ้มกันจนกระทั่งเกิดโรคเอดส์ เมื่อนั้นท่านก็ปิดใครไม่ได้
และยังสูญเสียโอกาสที่จะรักษาด้วย การรักษาการติดเชื้อ HIV ปัจจุบันเหมือนกับการรักษาโรคเบาหวานคือเป็นโรคเรื้อรัง รักษาไม่หาย เพียงแต่ต้องทานยาและควบคุมดูแลสุขภาพตนเอง หากไม่รักษาจะมีโรคแทรกซ้อนหรือบางครั้งรักษาดีก็เกิดโรคแทรกซ้อนได้บทความนี้
จะเป็นแนวทางเรียนรู้ที่จะมีชีวิตกับโรคติดเชื้อ HIV ท่านจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับโรค HIV และปฏิบัติโดยเคร่งครัดจึงจะมีสุขภาพที่แข็งแรง
ณ.ขณะนี้เมื่อท่านติดเชื้อ HIV ท่านจะติดเชื้อตลอดชีวิต การรักษาในขณะนี้ก้าวหน้าไปมากสามารถคุมโรค HIV มิให้กลายเป็นโรค AIDS

เมื่อผลเลือดท่านให้ผลบวกต่อเชื้อ HIV
แสดงว่าท่านได้รับเชื้อไวรัส HIV ในกระแสเลือดแล้ว การที่เลือดให้ผลบวกมิได้หมายความว่าท่านเป็นโรคเอดส์ ผู้ที่ได้รับเชื้อ HIV โดยทั่วไปใช้เวลา
8-10 ปีจึงจะกลายเป็นโรคเอดส์ เมื่อท่านมีเชื้อไวรัสในเลือดสิ่งที่ท่านต้องทำคือ

1.ไม่แพร่เชื้อสู่ผู้อื่น เชื้อ HIV จะอยู่ในเลือด น้ำเหลือง น้ำนม น้ำหล่อลื่นของผู้ชายและผู้หญิง ท่านสามารถป้องการแพร่เชื้อโดย
- เมื่อท่านมีเชื้อ HIV, ท่านต้องป้องกันผู้อื่นได้รับเชื้อจากท่าน เช่นเพื่อนร่วมงาน ครอบครัว คู่ที่มีเพศสัมพันธ์ ท่านต้องเรียนรู้การมีเพศ
สัมพันธ์ที่ลดการติดเชื้อ กิจกรรมทางเพศชนิดใดที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง กิจกรรมใดที่มีความเสี่ยงต่ำ ให้สวมถุงยางคุมกำเนิดเมื่อ
จะร่วมเพศทั้งทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือมีเพศสัมพันธ์ทางปาก
- ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น เนื่องจากท่านอาจจะแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นแล้ว ท่านอาจจะได้รับเชื้อตัวใหม่ทำให้อาการของท่านแย่ลง
- การกอดหรือจูบโดยที่ไม่มีแผล การสัมผัสจะไม่แพร่เชื้อ
- ไม่ใช้แปรงสีฟัน มีดโกนหนวด ที่ตัดเล็บร่วมกัน
- อย่าเลี้ยงลูกด้วยนมตัวเอง
- ไม่บริจาคเลือดให้แก่ผู้อื่น
- การใช้โถส้วม การใช้แก้ ชาม ร่วมกัน ไม่ทำให้ติดเชื้อสู่ผู้อื่น

 
นายสุชาครีย์ สุคำภา อั๋น

2. การดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรงซึ่งมีขั้นตอนดังนี้
ขั้นที่1เลือกแพทย์และพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ
เพื่อแพทย์จะได้พิจารณาให้ความรู้และการรักษา แพทย์จะเจาะเลือดท่านเพื่อตรวจด
ดู ระยะของโรคโดยจะเจาะหา CD4-T cellและ viral loadน้อยจากนั้นแพทย์
จะตรวจหาการติดเชื้อฉวยโอกาสเพราะผู้ป่วยจะมีภูมิคุ้มกันลดลงมีโอกาสติดเชื้อ
ฉวยโอกาส เช่นวัณโรคและปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวัคซีนที่ต้องฉีด
ขั้นที่2 ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีการรักษาใหม่ๆ
 


3.ปัจจุบันมียาต้านไวรัส HIV
ซึ่งสามารถชะลอการเกิดโรคเอดส์ยาบางชนิดยับยังการแบ่งตัวของเชื้อไวรัสทำให้ท่านมีสุขภาพสบายขึ้น
- ปรึกษาแพทย์ว่าท่านควรจะไดรับยาอะไร
- ท่านจะต้องเรียนรู้โรค HIV การรักษา ท่านต้องรู้จักT cells, ระบบภูมิคุ้มกัน(the immune system) และปริมาณเชื้อไวรัส( viral load)
เพื่อพิจารณาให้การรักษา
- เมื่อไหร่จะเริ่มรักษาเมื่อสมัยก่อนเมื่อเจอเลือดให้ผลบวกก็จะให้ยาหลายขนาน แต่ปัจจุบันการพิจารณาว่าจะเริ่มให้ยาเมื่อไรจะพิจารณาจาก
ปริมาณCD4 และปริมาณเชื้อในเลือด(viral load or HIV PCR RNA or HIV bDNA)
- การเลือกวิธีการรักษา เมื่อผลเลือดบ่งว่ายังไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยยา ท่านต้องเจาะเลือดทุก 3 เดือนเพื่อติดตามโรคโดยใกล้ชิดหากผล
เลือดของท่านมีเซลล์ CD 4ต่ำจำเป็นต้องรักษาขณะนี้มียา 14 ชนิดสำหรับรักษาโดยใช้ยาหลายชนิดรวมกัน(cocktail) เมื่อท่านตัดสินใจ
รักษาท่านต้องจำไว้ว่าต้องรับประทานยาสม่ำเสมอมิฉะนั้นเชื้อจะดื้อยาซึ่งจะเป็นผลเสียต่อท่าน
- เรียนรู้ผลข้างเคียงของยา ยาแต่ละชนิดในแต่ละกลุ่มจะมีผลข้างเคียงของยาไม่เหมือนกัน ส่วนใหญ่มักจะเป็นระยะสั้นโดยมากไม่เกินสัปดาห์
แพทย์จะสอนวิธีจัดการกับผลข้างเคียงของยา ยาบางชนิดอาจจะมีผลข้างเคียงมากและอันตรายท่านต้องเฝ้าติดตาม หากมีอาการผลข้างเคียง
ท่านต้องรีบปรึกษาแพทย์
ชมรมช่างภาพจังหวัดเพชรบูรณ์
ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยว
-
-
-
 
ชมรมช่างภาพจังหวัดเพชรบูรณ์
 
   1   2   3  4  5   6   
นายสุชาครีย์ สุคำภา อั๋น