นายสุชาครีย์ สุคำภา อั๋น
ความเชื่อของชาวภูไท

หนังสือนิทานขุนบรมราชาธิราชกล่าวไว้ว่า คนชาติภูไทนี้ เกิดจากน้ำเต้าใหญ่ ๒ หน่วย และมีนักปราชญ์หลายท่านให้ความเห็นไว้ว่า คำว่า ภูไท หรือ ผู้ไทย หรือ คนไต เป็นคำที่มีความหมายเดียวกับคำว่าเทียน แถน ไท้ ซึ่งหมายถึง ฟ้า หรือ ดวงดาว คนชนชาตินี้รักความอิสระ ชอบอาศัยอยู่ในที่สูง คือภูเขา มีความเจริญรุ่งเรืองมากกว่ากลุ่มชนชาติใดๆ มีความเชื่อในการนับถือลัทธิผีฟ้า และเคารพวิญญาณบรรพบุรุษ

ความเชื่อเรื่องยารักษาโรค หมอรักษาโรคในอดีตนั้นยังมีความเชื่อในเรื่องของการรักษาหรือฮีต คลองอยู่ ถ้าผิดฮีตแล้วจะรักษาไม่หาย แต่หมอจะพูดว่า“ผิดครู ผิดคาย” คำว่า “คาย หรือค่ายกครู ” ซึ่งจะขอแยกกล่าวกระบวนการดังนี้

1. การไปหาหมอต้องมีดอกไม้เทียนคู่ คือ ดอกไม้ ๑ คู่ เทียน ๑ คู่ ไปหาอย่างกิจลักษณะจนถึงบ้าน ยกเว้นจำเป็นจริงๆ พบกันที่กลางบ้านก็พากันที่
กลางบ้านเลยก็ได้ แต่ต้องมีดอกไม้เทียนคู่ดังกล่าว
2. ฝ่ายผู้ป่วยต้องแต่งคาย จำนวนเงินใส่ในคายตามที่หมอบอก เงินใส่คายนี้จะเกิดที่ครูบอกไม่ได้ เช่น ๖ สลึง ๑๒ บาท เป็นต้นส่วนค่าป่วยการของหมอนั้น
แล้วแต่ฝ่ายผู้ป่วยจะให้ ค่าป่วยการผู้ไทยเรียกว่า “ ค้าเซิงติ๋น” (ค่าเชิงตีน ) และหมอรากไม้ทุกคนมักจะมีมนต์ในการรักษาด้วย
3. รื้อคาย จะรื้ออยู่ ๓ กรณี คือ คนไข้หาย คนไข้ไม่หาย คนไข้ตายก็รื้อได้
4. เครื่องยาบางอย่างมีข้อ “คะลำ” อยู่ตั้งแต่การไปหาการใช้ เช่น น้ำมันงา ห้ามหญิงแตะต้อง การคั้นน้ำมันงาต้องให้ผู้ชายหา เมื่อนำไปใช้ก็ต้องเก็บไว้ให้ดีไม่ให้ผู้หญิงไปถูกต้อง ไม่เช่นนั้นมันจะไม่ขลังในปัจจุบันนี้ ผู้ที่เป็นหมอรากไม้หายาก เนื่องจากการสาธารณสุขไปถึงชนบท ผู้ป่วยจะไปโรงพยา บาล จะมีก็เพียงผู้ที่รู้เกี่ยวกับสมุนไพรรากไม้บางอย่าง และหาต้มดื่มเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพเท่านั้น




หมอเป่า หมอทรง หมอธรรม
ในกลุ่มชาวผู้ไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ยังไม่ปรากฏมีผู้มีอาชีพแพทย์แผนโบราณโดยเฉพาะ
มีเพียงผู้มีความรู้เรื่องสมุนไพร รากไม้ รากยา พอช่วยเยียวยาผู้เจ็บไข้ได้ป่วยแล้วได้ค่า
ตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ พอเป็นสินน้ำใจ ถ้าทางฝ่ายคนไข้ไม่มีเงินก็รักษาฟรีเอาพี่เอาน้องไว้
ในอดีตยังมีหมออีกประเภทหนึ่งที่รักษาคนไข้ด้วยการใช้คาถาเป่า ( เรียกว่า หมอเป่า )
คนป่วยเป็นไข้ ตกต้นไม้ ควายชน แข้งหักขาบวมช้ำ หมอก็ใช้คาถาเป่าได้ ชาวบ้านในอดีต
มักจะไปหามหมอมาเป่า ในเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยในสมัยอดีตมักจะโยนให้ผี ที่ถูกใส่ความ
บ่อยที่สุดคือ ผีปอบ และผีป่า
ผีปอบ
คือ คนที่เรียนคาถาประเภทเดรัจฉานวิชา และ“คะลำ”ถือปฏิบัติตามที่ครูบอกไม่ได้ เมื่อเป็นปอบแล้ว จะมีวิญญาณลึกลับอยู่ในตัวคนนั้น และเป็นวิญญาณร้ายที่ออกหากินคน
ผู้ที่ถูกกินจะป่วยลงเมื่อหาหมอเป่าคนป่วยก็จะเพ้อออกมาว่าเป็นผู้นั้นมาเข้า การที่คนป่วยเพ้อ
ออกมาผู้ไทยเรียกว่า “เอาะป้ะ” (ออกปาก) หมอเป่าก็จะใช้คาถาเป่า คุมจนปอบยอม
ออกจากร่าง เมื่อปอบออกจากร่าง แล้วคนไข้ลุกขึ้นนั่งเดินได้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น
ป่วยนอนซมอยู่ไปไหนมาไหนไม่ได้


ผีป่า เป็นผีที่สิงสถิตอยู่ในป่า ต้นไม้ใหญ่ ถ้าคนไปทำผิด เช่น ไปตัดไม้ หรือไปกวนบ่อน้ำในแหล่งน้ำซับกลางป่า หรือของป่าบางอย่าง ผีป่าก็จะเข้าทับร่างทำให้เป็นไข้ได้ป่วย หรือบางทีเห็นหญิงสาวสวยผีป่ารัก ก็เข้ามาทับร่างได้เหมือนกัน อาการป่วยก็เหมือนผีปอบ แต่พอเป่าคนไข้เพ้อไปทางป่าว่าอยู่ที่นั่นต้นไม้นั่น หนองน้ำนี่ “พวกสูไปรื้อบ้านกู” ( ตัดต้นไม้ ) เป็นต้น หมอก็จะคุมจนออกเช่นกัน


หมอทรง เป็นหมอที่ทำพิธีอัญเชิญวิญญาณต่างๆ ตามที่ผู้มาหาบอก เพื่อให้เข้าร่างหมอทรงแล้วจะได้บอกกล่าวเรื่องราวระหว่างวิญญาณกับผู้มาหาหมอ
หมอธรรม เป็นหมอที่นั่งทรงทางในเพื่อดูดวงชะตา หรือสิ่งที่มากระทำต่อคนใดคนหนึ่งที่มาหาหมอ หรือไล่เลขไล่ยาม ผู้ไทยเรียกว่า “นั่งธรรม” หมอธรรมจะเป็นสื่อระหว่างวิญญาณกับคน คล้ายหมอทรง แต่ไม่มีพิธีสลับซับซ้อนเท่าหมอทรง
 
กรณีมีผู้เจ็บป่วยชาวภูไท
ในอดีตจะมีความเชื่อว่าเป็นการกระทำของผีจึงมักจัดให้มีการรักษาคน ป่วยด้วยการเหยา
หมอเหย้าจะไปประกอบพิธีการเหย้าข้างๆ คนป่วยในการเหย้าจะมีหมอแคนเป็นผู้เป่าแคน
ประกอบกับการเหย้าซึ่งบางครั้งทำให้คนป่วยเป็นเพราะเป็นเหตุใด จะทำให้หายป่วย
ได้ด้วยวิธีใดส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับผี เช่น เหตุการณ์ป่วยเกิดจากผู้ป่วย
หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วย เช่น พ่อแม่ สามีภรรยา ไปทำล่วงละเมิดผีป่า ผีห้วย ผีหนอง
ผีนาผีบรรพบุรุษ ฯลฯ วิธีการแก้ไขคือ จะต้องไปแต่งแก้หรือทำการขอขมาโทษต่อผ
หรือบางครั้งหมอเหย้าก็อาจบอกว่าเหตุของการป่วยไม่ได้เกิดจากการกระทำของผี
แต่เกิดจากโรคภัยต้องไปรักษาที่โรงพยาบาลการป่วยจึงจะหายได้ ปัจจุบันความเชื่อถือ
กับการเห้าได้ลดน้อยลงไปเกือบหมดแล้ว ยังคงมีการประกอบพิธีกรรมเหย้าอยู่บ้าง ี




ในส่วนของความเชื่อตามหลักพุทธศาสนา ก็๋ให้ความสำคัญไม่แพ้กันกับความเชื่อในเรื่องของผี ประเพณีส่วนใหญ่ยึดตาม ฮีต 12 ครอง 14 ของชาวอิสานทั่วไปแต่งานที่สำคัญและยิ่งที่สุดคือ งานประเพณีทำบุญเผวส (บุญมหาชาติ) จะมีการจัดงาน สามวันสามคืน มีการจัดทำบั้งไฟเพื่อจุดบูชาพญาแถน จัดทำทุง (ธง) ยาวยี่สิบวา จัดทำบั้งไฟดอก จุดฉลองตอนกลางคืน (ส่วนใหญ่จะจุดในช่วงเวลา 24.00 น.ของวันจัดงานฉลอง) มีการจัดตูป (ปะลำ) สำหรับเป็นที่พักของชาวบ้านอื่นที่มาร่วมงาน มีการรำเลาะตูป เหย้าเอาฮูปเอาฮอย ฟ้อนเอาบุญ ตักบาตรสวรรค์ รำเสี่ยงทาย มีการจัดมหรสพครบครับตลอดคืน เช่น หมอลำ หนังตะลุง รำวง

ขอขอบคุณข้อมูล:http://nongsung.mukdahan.police.go.th/hit07.php
ชมรมช่างภาพจังหวัดเพชรบูรณ์
ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยว
-
-
-
 
ชมรมช่างภาพจังหวัดเพชรบูรณ์
  BACK  
นายสุชาครีย์ สุคำภา อั๋น